• LOGIN
  • ไม่มีสินค้าในตะกร้า

การเรียนออนไลน์ สามารถช่วยประเทศกำลังพัฒนาได้จริงหรือ?

การเรียนออนไลน์ สามารถช่วยประเทศกำลังพัฒนาได้จริงหรือ?

บทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวิวัฒนาการของการศึกษาโดยเฉพาะการเรียนในรูปแบบออนไลน์ ตัวอย่างความสำเร็จของเด็กในประเทศกำลังพัฒนาที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านหลักสูตรการเรียนในรูปแบบออนไลน์ พร้อมกับหลากคำถาม เช่น การเรียนออนไลน์สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเด็กนักเรียนในประเทศที่กำลังพัฒนาในวงกว้างได้หรือไม่? ปัจจุบันนักเรียนกลุ่มใดกำลังได้รับประโยชน์จากการเติบโตของการเรียนออนไลน์? บริการเหล่านี้ไปถึงผู้ที่ต้องการการศึกษามากที่สุดหรือไม่? การเรียนออนไลน์กับอัตราการการรู้หนังสือหรือคอมพิวเตอร์ของผู้เรียน และความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนออนไลน์สอดคล้องกันหรือไม่?

 

ในการให้สัมภาษณ์กับ The Verge Bill Gates ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาผ่านหลักสูตรการเรียนออนไลน์ในอีก 15 ปีข้างหน้าว่า ซอฟต์แวร์ทางการศึกษาจะปฏิวัติการเรียนรู้ จากเดิมที่เราต้องตั้งกล้องถ่ายวิดีโอผู้สอนเพื่อบันทึกการสอนหรือการบรรยาย จากนั้นก็โพสวิดีโอดังกล่าวบนอินเทอร์เน็ตเพื่อเผยแพร่ให้แก่ผู้ที่สนใจ ซึ่งปัญหาที่พบคือการขาดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียน แต่ในอีก 15 ปีข้างหน้า [ซึ่งเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน] จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ประเภทของสื่อดังกล่าวจะดีขึ้นกว่าสิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน โดยผู้เรียนสามารถเรียนบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนจะทำได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การเรียนออนไลน์ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งเพื่อช่วยลดปัญหาช่องว่างทางการศึกษาแก่เด็กๆ  โดยมีตัวเลขจากการสำรวจแสดงให้เห็นว่าเด็กผู้หญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาน้อยกว่าเด็กผู้ชาย หากเด็กผู้หญิงได้รับการศึกษา และเมื่อเด็กหญิงคนดังกล่าวโตขึ้นและมีลูก ลูกของเธอมีแนวโน้มที่จะเข้าเรียนเป็นสองเท่าของเธอ

 

ตัวอย่างเด็กในประเทศกำลังพัฒนาที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเนื่องจากการขยายโอกาสทางการศึกษาผ่านหลักสูตรการเรียนออนไลน์ Battushig Myanganbayar เด็กชายอายุ 15 จากประเทศมองโกเลีย สามารถคว้ารางวัลจากหลักสูตรวงจรและอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อนักศึกษาที่ MIT โดย Myanganbayar ได้ดูการบรรยายภาษาอังกฤษและฝึกฝนผ่านหลักสูตรออนไลน์ พร้อมกับการได้รับความช่วยเหลือจาก Tony Kim นักศึกษาปริญญาเอกจาก Stanford University ปัจจุบัน Myanganbayar ทำงานกับ edX หนึ่งในหน่วยงานไม่หวังผลกำไร ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับ MOOC (Massive Open Online Course) หรือ หลักสูตรการเรียนแบบออนไลน์ที่สามารถรองรับผู้เรียนได้จำนวนมาก ที่ที่ Myanganbayar  ได้เรียนบทเรียนออนไลน์เมื่อครั้งที่ยังอาศัยอยู่ที่มองโกเลีย อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ กรณีของ Sharmeen Shehabuddin ชาวบังกลาเทศ ที่เรียนรู้การดำเนินธุรกิจเบเกอรี่จนประสบความสำเร็จผ่านหลักสูตรธุรกิจออนไลน์ โดย Anant Agarwal  CEO ของ edX กล่าวว่า “การศึกษาคือเส้นทางสู่ความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจที่ดีกว่า การมีงานทำ และสันติภาพของโลก” และ “โลกของการศึกษาเป็นโลกที่ดีกว่า” อย่างไรก็ตามผู้เขียนบทความ ตั้งคำถามว่า “การเรียนออนไลน์สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียนในประเทศที่กำลังพัฒนาในวงกว้างได้หรือไม่?”

 

ในจดหมาย Bill & Melinda Gates Foundation ประจำปี 2015 Bill Gates ได้พูดถึงอนาคตเกี่ยวกับการศึกษาว่า ก่อนที่เด็กจะเริ่มต้นเข้าเรียนในชั้นประถม เค้าจะสามารถใช้สมาร์ทโฟนเรียนตัวเลขและตัวอักษร ซอต์ฟแวร์และสื่อการเรียนจะถูกแก้ไขปรับปรุงเพื่อก้าวการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน ซอฟต์แวร์จะเชื่อมโยงเด็กนักเรียน เพื่อนๆ และครูที่อยู่ห่างไกลเข้าหากันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ Bill Gates ยังคาดการณ์ว่า เส้นทางอาชีพจะถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เข้ากับระบบการศึกษาแบบใหม่นี้ คือ เด็กจะสามารถชี้ถึงสิ่งที่พวกเค้าต้องการจากสาขาวิชาที่พวกเค้าเลือกเรียนและเติมเต็มมันด้วยหลักสูตรการเรียนออนไลน์

 

ปัจจุบันแนวคิดการเรียนทางไกล (Remote learning) มักจะถูกพูดคุยกันในบริบทของ MOOCs ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาในรูปแบบออนไลน์ทั้งการบรรยาย การทดสอบ และโครงการต่างๆ ที่สามารถรองรับผู้เรียนจำนวนมากๆ ทั้งนี้ไม่มีคำนิยามใดนิยามหนึ่งโดยเฉพาะว่าสิ่งไหนเป็นหรือไม่เป็น MOOC บางสถาบันการศึกษาได้แยกคำไปสู่  cMOOCs โดย c คือ connectivist หมายถึง การเน้นการเรียนรู้ท่ามกลางเครือข่ายที่ยืดหยุ่นของนักเรียน หรือ xMOOCs หมายถึง การเน้นความเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น หนึ่งใน MOOC แฟลตฟอร์มขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จัก คือ Coursera ซึ่งมีนักเรียนกว่า 11 ล้านคน ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรออนไลน์หลายร้อยหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Yale University Stanford University และ Princeton University เป็นต้น Daphne Koller ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Coursera กล่าวว่า 1 ใน 3 ของฐานผู้ใช้ของ Coursera มาจากประเทศกำลังพัฒนา เช่นเดียวกับ Khan Academy ที่ 30% ของผู้เยี่ยมชมไม่ใช่ชาวอเมริกัน หรือ Udacity ที่ 60% ของนักเรียนที่ใช้งานคือนักเรียนชาวต่างชาติ

 

อย่างไรก็ตาม มีคำถามต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้นักเรียนคนใดกำลังได้รับประโยชน์จาก MOOCs และการเติบโตของการเรียนออนไลน์? และ บริการเหล่านี้จะไปถึงผู้ที่ต้องการการศึกษามากที่สุดหรือไม่?

 

Sebastian Thrun ศาสตราจารย์ประจำ Stanford University อดีตหัวหน้า Google X และผู้ก่อตั้ง Udacity ได้ช่วยเปิดตัว the MOOC movement ในปี 2011 ด้วยการดึงนักเรียนเข้าสู่หลักสูตร Introductory artificial intelligence ของเค้าใน Stanford University ในรูปแบบออนไลน์ ต่อมาในปี 2013 Udacity และ San Jose State University พยายามขยายโปรแกรมการเรียนด้วยการเสนอหลักสูตรออนไลน์ที่ได้รับการรับรองแก่นักเรียนที่ด้อยโอกาส ในราคา $150 แต่ในภาคเรียนแรกพบว่ามีจำนวนนักเรียนที่สนใจลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรดังกล่าวน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับการลงเรียนแบบปกติ Sebastian Thrun แสดงความคิดเห็นว่ามีข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และมีความท้าทายในชีวิตของนักเรียนที่มาจากพื้นที่ที่ยากลำบาก

 

University of Pennsylvania สำรวจพบว่า ประมาณ 80% ของนักเรียนของ Coursera จากประเทศกำลังพัฒนามีการศึกษาในระดับวิทยาลัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว  โดย Brandon Alcorn ผู้ร่วมวิจัยกล่าวว่า MOOCs ถูกขนานนามว่าคือการปฏิวัติในการเข้าถึงการศึกษา โดยมุ่งหวังนักเรียนจำนวนมากจากประเทศกำลังพัฒนา แต่นักเรียนเหล่านี้ได้รับการศึกษาเรียบร้อยแล้ว พวกเค้าคือหัวกะทิในประเทศของพวกเค้า และพวกเค้าก็รู้แล้วว่าจะเรียนอย่างไร ขณะที่หน่วยงานที่ทำเรื่อง MOOC อย่าง Khan Academy และ Coursera แย้งว่าพวกเค้ามองเห็นถึงความจริงดังกล่าว โดยยังคงย้ำว่าหลักสูตรของพวกเค้าสามารถเป็นประโยชน์แก่นักเรียนในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับการศึกษาเรียบร้อยแล้ว ด้วยการชี้ประเด็นเรื่องการพัฒนาหลักสูตรในภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมจากภาษาอังกฤษเพื่อแก้ไขอุปสรรคทางภาษา หรือกรณีของ edX ซึ่งปัจจุบัน 2 ใน 3 ของนักเรียนของ edX มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญตรีหรือสูงกว่า ดังนั้น edX ก็ได้เปิดหลักสูตรสำหรับผู้เรียนในระดับสูงซึ่งอาจปรับความสมดุลระหว่างระดับวุฒิการศึกษาเดิมของผู้เรียนและระดับเนื้อหาของหลักสูตรที่นำเสนอ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่เป็นข้อโต้แย้ง คือ Bill Gates ได้ระบุว่า การรู้หนังสือหรือการรู้คอมพิวเตอร์คือหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในอนาคตอันใกล้ แต่ edX และ Coursera ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานเพื่อการรู้หนังสือหรือการรู้คอมพิวเตอร์ Daphne Koller ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Coursera กล่าวว่า เค้าไม่คิดว่า Coursera จะเหมาะเป็นสถานที่แรกสำหรับผู้ที่จะเริ่มต้นเรียนรู้เพื่ออ่านและเขียน โดยเฉพาะผู้เรียนที่ไม่มีทักษะคอมพิวเตอร์ จากตรงนี้อาจสะท้อนถึงความห่างไกลระหว่างวิสัยทัศน์ของ Bill Gates เกี่ยวกับการเรียนออนไลน์ที่เป็นสากลกับปัญหาการรู้หนังสือและคอมพิวเตอร์ของผู้เรียน โดยเฉพาะผู้เรียนในประเทศกำลังพัฒนา

 

ตัวอย่าง Tharindu Liyanagunawardena ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับ MOOC จาก University of Reading ได้ศึกษาเกี่ยวกับความพยายามของประเทศศรีลังกาที่จะนำหลักสูตรการเรียนแบบออนไลน์เข้าสู่โปรแกรมการเรียนทั่วไป ข้อมูลถูกรวบรวมระหว่างปี 2009-2011 จากการสำรวจพบว่า น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน หนึ่งในนักเรียนผู้เข้าร่วมการวิจัยรายงานว่าเธอจะต้องนั่งรถบัสจากบ้านมายังในเมืองประมาณ 45 นาที เพื่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขณะที่นักเรียนอาจมีเงินสำหรับจ่ายค่าเรียนปกติ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จากที่บ้านหรือไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ต

 

ขณะที่ Bill Gates พูดถึงความก้าวหน้าของสมาร์ทโฟนซึ่งสามารถใช้งานเหมือนคอมพิวเตอร์ราคาถูกสำหรับการเรียนออนไลน์ แต่จากการสำรวจของ Pew Research Center ปี 2013 พบว่าโทรศัพท์มือถือมีให้พบเกือบทั่วทุกหนทุกแห่ง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ 81% ของนักเรียนของ edX ยังคงดูเนื้อหาบทเรียนบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ขณะที่ 12% และ 7% ดูเนื้อหาบนโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตตามลำดับ มันมีความท้าทายในการนำเสนอเนื้อหาของหลักสูตรบนสมาร์ทโฟน และจากคุณสมบัติของมือถือก็ต้องการโมเดลที่แตกต่างกันกับอุปกรณ์อื่นๆ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการโต้เถียงเกี่ยวกับข้อคิดเห็นของ Bill Gates คือ ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมสามารถยุติลงด้วยการพัฒนาทางการศึกษา เช่น ความไม่เท่าเทียมกันของนักเรียนชายและหญิง คนจนและคนรวย ในเมืองและชนบท ตัวอย่าง edX ที่ 60% ของนักเรียนในประเทศกำลังพัฒนาคือเด็กผู้ชาย เช่นเดียวกับ Coursera

 

Ronda Zelezny-Green ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือและนักศึกษาระดับปริญญเอกจาก University of London กล่าวว่า การแนะนำเทคโนโลยีเข้าสู่การศึกษาไม่สามารถเป็นกระสุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด มีประเด็นอีกจำนวนมากซึ่งเกี่ยวข้องกับทัศนคติและวิธีการ บรรทัดฐานทางสังคมและความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงในการมีส่วนร่วมในการศึกษาออนไลน์ ผู้ปกครองสามารถขัดขวางเด็กผู้หญิงจากการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยอ้างเหตุผลตัวอย่างเช่น เพราะกังวลว่าโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นช่องทางสำหรับเด็กผู้หญิงในการสื่อสารกับเด็กผู้ชายในเชิงชู้สาว ดังนั้นอัตราการรู้หนังสือของเด็กผู้หญิงยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำในประเทศกำลังพัฒนาในหลายๆ ประเทศ Zelezny-Green มองว่าการศึกษาออนไลน์สามารถเป็นตัวเปลี่ยนแปลงหนึ่ง แต่เธอไม่เชื่อว่า MOOCs จะเป็นหัวใจกลางของการเปลี่ยนแปลง แม้มีการเปิดตัวเทคโนโลยีจำนวนมาก แต่เธอเน้นว่าเราจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อศึกษาและดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาวิธีที่เหมาะสมเพื่อบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับบริบทของท้องถิ่นที่จะใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ตัวอย่าง the African Virtual University และ Planet Earth ซึ่งพัฒนาหลักสูตรออนไลน์และวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากมุมมองของชาวแอฟริกันโดยเฉพาะ หรือ กระทรวงแรงงานของซาอุดิอาราเบียที่ใช้แพลตฟอร์มแบบเปิดของ edX เพื่อสร้าง MOOC portal ของตัวเอง เสนอหลักสูตรออนไลน์ที่เหมาะกับนักเรียนที่ไม่สามารถไปโรงเรียน

 

Zelezny-Green และนักการศึกษาคนอื่น ๆ กำลังเริ่มต้นเน้นเรื่องช่องว่างทางเพศโดยการทำงานร่วมกับชุมชนโดยตรง ในปี 2012 และ 2013 เธอได้ไปเยี่ยมนักเรียนในโรงเรียนที่ Nairobi ประเทศเคนยา เพื่อศึกษาบทบาทของโทรศัพท์มือถือกับการศึกษาของเด็กผู้หญิง พบว่า โทรศัพท์มือถือไม่ได้ถูกใช้เพื่อหลักสูตรออนไลน์ ในความเป็นจริงครู ผู้ปกครอง และแม้กระทั่งนักเรียนบางคนกังวลว่าโทรศัพท์คือสิ่งที่จะทำให้เด็กไขว้เขว แต่เด็กผู้หญิงสามารถใช้โทรศัพท์โทรหาเพื่อนและครูเพื่อติดตามบทเรียนที่พลาด ติดต่อสปอนเซอร์ที่จ่ายค่าเล่าเรียน หรือทำวิจัยออนไลน์เบื้องต้น เด็กคนหนึ่งกล่าวว่าถ้าต้องการรู้บางสิ่งบางอย่างเพิ่มเติม เธอจะค้นหามันจาก Google

 

ยกตัวอย่าง Kepler โปรแกรมการเรียนการสอนที่ไม่ได้หวังผลกำไรใน Rwanda ที่ผสมผสาน MOOCs ของตะวันตกเข้ากับการเรียนการสอนในแบบท้องถิ่น นักเรียนอยู่ที่หอพักซึ่งมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ ที่ที่เด็กๆ จะสามารถเข้าถึงสื่อการเรียนของ MOOCs และจะได้รับคำแนะนำจากครูผู้สอนใน Rwanda โดยนักเรียนจะได้รับเครดิตจากวิชาที่ลงเรียน รวมถึงโอกาสในการทำงานกับธุรกิจในท้องถิ่น โดยความสำเร็จของ Kepler ไม่ได้อยู่ที่การมีนักเรียน 10 ล้านคน ใน 10 ปีข้างหน้า แต่อยู่ที่การเข้าถึงได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคุณภาพของการศึกษาที่เพิ่มขึ้น

 

การนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อเปิดและขยายโอกาสในการเรียนแก่ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกลเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา แต่ยังมีอีกหลากหลายประเด็นที่ควรพิจารณาและพัฒนาร่วมกันทั้งในเรื่องความพร้อมของเทคโนโลยี บริบททางสังคมของผู้เรียน ความพร้อมในการเรียนของผู้เรียน เป็นต้น

ธันวาคม 28, 2016

0 responses on "การเรียนออนไลน์ สามารถช่วยประเทศกำลังพัฒนาได้จริงหรือ?"

Leave a Message